เด็กปั้นของสโมสร

แปลกใจไหมครับ ที่ทีมชาติอังกฤษมักล้มเหลวในฟุตบอลโลกและฟุตบอลยุโรป
แต่ระดับสโมสร พวกเขาประสบความสำเร็จมากมาย
ฟุตบอลแชมป์เปี้ยนส์ลีค ที่นำทีมสโมสรชั้นนำของแต่ละประเทศมาแข่งกัน จะมีทีมจากอังกฤษหลุดไปถึงรอบรองชนะเลิศเป็นอย่างน้อย
บางปีในรอบตัดเชือก มีสโมสรจากอังกฤษโผล่มาถึง 3 ทีม และได้เข้าไปชิงกันเองอีก
“เบื่อว่ะ แทนที่จะได้ดูฟุตบอลถ้วยยุโรป กลายเป็นฟุตบอลอังกฤษซะงั้น”
กลายเป็นความไม่สนุกของแฟนบอล

ทีมชาติอังกฤษ ไร้ถ้วยรางวัล
แต่ สโมสรในอังกฤษ ได้ถ้วยแชมป์มากมาย
เพราะ ‘ใส้ใน’ ไม่เหมือนกันครับ
ในทีมชาติอังกฤษ แน่นอนว่า นักเตะต้องเป็นคนอังกฤษ แต่สโมสรในอังกฤษนี่สิ นักเตะตัวหลักกลายเป็นต่างชาติ มีทั้งสเปน อาเจนติน่า ฮอลแลนด์ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และไอเวอรี่โคท
เรียกว่า ดึงดาวดังมาอยู่ในสโมสรได้อย่างลงตัว
บางสโมสรมีคนอังกฤษลงเล่นเพียงคนเดียว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่ายังเป็นอังกฤษอยู่นะ เพื่อไม่ให้กองเชียร์รู้สึกลำบากใจเวลาตะโกนเชียร์

สโมสรในพรีเมียร์ลีคของอังกฤษ ถูกกระชับพื้นที่มานานแล้วครับ
ทั้ง ‘นักเตะ ผู้จัดการทีม และเจ้าของสโมสร’
นักเตะอังกฤษที่เล่นในสโมสรดังๆ ก็เหลือน้อย ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษส่วนใหญ่ถูกแย่งงาน ต้องหันไปคุมทีมระดับล่างๆ ส่วนเจ้าของสโมสร ก็เหลือคนอังกฤษไม่กี่ราย เพราะขายให้ต่างชาติไปเกือบหมด

ปัญหาแบบนี้ ขืนปล่อยไว้นาน คงเหลือแต่ชื่อสโมสรอย่างเดียว
สมาคมฟุตบอลของเขา เลยออกกฎใหม่ บังคับให้แต่ละทีม ต้องเพิ่มจำนวนนักเตะที่เป็นคนอังกฤษ หรือที่เรียกว่ากฎโฮมโกรน (Home Grown)

เป็นเจตนาดี แต่ไม่โดนครับ
หากนำกฎใหม่นี้มาใช้ทันที มีหวังเจ๊งทั้งทีมชาติและสโมสร เพราะปัญหาที่แท้จริง อยู่ที่วิธีการปั้นนักเตะเยาวชนให้เก่งยังสู้ชาติอื่นๆไม่ได้
การเปลี่ยนแปลง จึงน่าจะไปแก้ที่วิธีการ ‘ทำให้เก่ง’
มากกว่า ‘บังคับให้เอาลงเล่น’ ทั้งที่ฝีเท้าไม่ถึง

ความจริง แต่ละสโมสรก็อยากใช้นักเตะเยาวชนของตนเอง เพราะมีต้นทุนถูกกว่าซื้อดาวดัง
แต่มีไม่กี่ทีมที่สามารถปั้นเยาวชนขึ้นมาใช้งานได้
ทีมแมนฯยูไนเต็ด พอหมดยุดเบคแฮม พอลสโคล แกรี่เนวิล ก็ไม่มีใครเด่น
เชลซี เด็กปั้นแท้ๆก็มีเพียง จอห์น เทอรี่ กัปตันทีมคนปัจจุบัน
ลิเวอร์พูล เด็กปั้นรุ่นล่าสุดที่ยังเล่นอยู่ ก็เหลือเพียง เจอราร์ด กับ คาร์ราเกอร์
มีเพียงอาร์เซนอล ที่ยังปั้นนักเตะใหม่ๆ ได้ดีต่อเนื่อง แถมพอโด่งดังก็ขายได้ราคาดีอีกด้วย

แต่เมื่อสมาคมฯ มีนโยบายแบบนี้ และยูฟ่าก็เห็นด้วย ประกอบกับการซื้อนักเตะสมัยนี้ก็แพงเหลือเกิน ทำให้สโมสรในอังกฤษหันมาคิด เรื่อง Kid Kid(เด็กๆ) อย่างจริงจัง

เหมือนกับร้านค้าปลีกเลยครับ
ในอดีตการซื้อมาขายไป ทำได้ง่าย มีกำไรติดมือ
แต่พอมีร้านค้าเยอะ เปิดทุกมุมถนน แข่งขันดุเดือด ทั้งตัดราคา ทั้งลดแลก แจก แถม ทำให้ร้านค้าปลีกต้องคิดใหม่ หันมาใส่ใจเรื่องสินค้ามากขึ้น

‘นักฟุตบอล’ เมื่อหลายทีมแย่งกันซื้อ ค่าตัวนักเตะก็แพงขึ้น
‘สินค้า’ ถ้าร้านค้าปลีกแย่งกันขาย กำไรก็น้อยลง

“งั้นต้องทำสินค้าให้แตกต่าง” ความคิดแรกของห้างค้าปลีก
เพียงแต่ความ ‘แตกต่าง’ ในยุคแรกๆ เน้น ‘ราคา’ เพียงอย่างเดียว ส่วนที่เหลือใช้วิธีโคลนนิ่ง …
…น้ำอัดลม ก็ทำสติ๊กเกอร์สีแดงๆ ไปวางข้างๆยี่ห้อดัง
…ครีมเทียมแบบซอง ก็ตัวหนังสือแดง บนซองสีขาว
…น้ำยาล้างจาน สติ๊กเกอร์ต้องเป็นสีเหลือง มีรูปมะนาวติดอยู่ด้วย
เหล่านี้ ลูกค้าต้องมี ‘หยิบ’ กันบ้าง
แต่เอาเข้าจริง ลูกค้าไม่หยิบ

นั่นแปลว่า ราคา ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
พอตัดช้อยส์ได้ ร้านค้าปลีกก็เดินหน้าใหม่ ทีนี้ง่ายขึ้นแล้ว
เปลี่ยนจาก ‘เลียนแบบ’ เป็น ‘ทำคล้าย แต่ให้มากกว่า’ ยอดขายก็เริ่มดีขึ้นมา

ร้านที่เน้นของกินทันที ก็ต้องมีหลากหลายกว่า อร่อยกว่า ตรงใจกว่า เหมือนที่ ‘เซเว่นฯ ในญี่ปุ่น’ ปั้นยี่ห้อ 7-Premium ได้อย่างโดดเด่น ส่วน ‘เซเว่นฯเมืองไทย’ ก็มีข้าวกล่อง Ezy Go ให้เลือกหลายเมนู
ร้านที่เน้นวัตถุดิบปรุงอาหาร ก็ชูคุณภาพดีกว่า อย่างที่ ‘ท็อปส์’ ปั้นแบรนด์ ‘Cooking for fun’ และ ‘My Choice’
ร้านที่เน้นราคาถูก ก็ต้องชูคุณภาพดีกว่า ในราคาพอๆกัน เหมือนที่ ‘เทสโก อังกฤษ’ ปั้นแบรนด์ F&F
ร้านออนไลน์ ก็ต้องเน้นสะดวกกว่า และง่ายกว่า เหมือนที่ ‘อเมซอน’ ปลุกปั้น Kindle เครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล ออกมาต่อยอดกับธุรกิจเดิมของตนเอง

ร้านค้าอื่นเห็นแล้วคันไม้คันมือ อยากปั้นนักเตะเยาวชนของตัวเองบ้างไหมครับ?
ถ้าอยาก ก็ลงสมองคิด ลงมือทำ ได้เลย
แต่…อย่าเพิ่งรีบร้อน ตั้งเป้าว่า ต้องมีไพรเวทแบรนด์กี่รายการ ภายในปีนี้
เพราะกฎ Home Grown จะทำให้เรา ‘โฮมโกร๋น’ ได้นะครับ

2 thoughts on “เด็กปั้นของสโมสร

  1. ยุคต้นปี 90 ก่อนตั้งสหภาพยุโรป หากนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ จะเห็นว่านักเตะต่างชาติน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นนักเตะ UK ไม่สก๊อต ก็ ไอร์แลนด์ หรือเวลล์
    แต่พอเปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ลีก และยุโรปรวมตัวกันเป็น EU ทำให้ตลาดนักเตะเปลี่ยนแปลงไป นักเตะต่างชาติเข้ามาแทนที่นักเตะท้องถิ่น ไม่เว้นแม้กระทั่ง “นักเตะระดับเยาวชนในท้องถิ่น” (Home Grown) ที่แต่ละอคาเดมี่เริ่มมีนักเตะจากแอฟริกาที่มีพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือทวดเชื้อสายยุโรป อพยพมาตั้งรกรากในยุโรป เข้ามาในอคาเดมีของแต่ละสโมสร ตัวดำ ตัวขาว ตัวเหลือง เต็มไปหมด แต่หลายๆ ทีมก็เชื่อมั่นในระบบ “อคาเดมี” หรือสถาบันฝึกนักเตะเยาวชนของตนเอง และเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเตะเด็กๆ ที่ตัวเองมีอยู่ ไม่ว่า จะเป็น แมนฯยูไนเต็ด หรือ บาร์เซโลนา ก็จะกล้าๆดันนักเตะเหล่านี้ขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ ปีละคน สองคน จนครั้งหนึ่ง กูรูลูกหนังอย่าง อลัน แฮนเซ่น ตำนานกองหลังของลิเวอร์พูลยังค่อนขอดว่า “คุณไม่อาจพึ่งนักเตะหน้าละอ่อนเหล่านี้ได้หากต้องการความสำเร็จ” แต่เซอร์ เฟอร์กี้แสดงให้เห็นแล้วว่า สินค้า Home Grown ของเขา “ดีจริง” บวกกับกลยุทธ์ของบริษัท หรือสโมสรที่เจ๋งพอๆ กัน ทำให้ สินค้าพื้นๆ อย่าง เดวิด เบคแฮม ที่ครั้งหนึ่งท่านเซอร์เคยส่งไปลับฝีเท้ากับ เปรสตัน แอนด์ นอร์ธเอน ในลีกต่ำกว่ามากล้ว และต่อมากลายเป็น superstar ในที่สุด แม้ขณะนี้อายุอานามจะร่วงโรยแต่มูลค่ทางการตลาด “มหาศาล” หรือจะเป็น”ไรอัน กิกส์” ที่แฟนบอลทั่วโลกโหวดให้เป็นนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลของ แมนฯยูไนเต็ด แซงหน้ารุ่นลุงหลายๆ คน ไม่นับ “พอล สโคล” สองพี่น้อง เนวิลล์ หรือ นิกกี้ บัตต์ ข้ามไปฝั่งบาร์ซ่า ไม่ต้องพูดถึงครับ Home Grown ที่นั่นติดระดับโลกยกชุด
    เห็นด้วยครับ หากบริษัทหรือองค์กร กล้าจะปั้น Home Grown ของตัวเองสักชิ้นสองชิ้น ปัจจุบันนี้ ผู้บริโภค ชอบง่าย หน่ายเร็ว แบ่งพรรค แบ่งพวก และจุกจิกมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการพอมองเห็นโอกาสครับ “คิดให้ต่าง และสร้างสรรค์”เข้าไว้ครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s