ต้องมีสไตล์


ถ้าถามว่า ทำไมผมถึงชอบทีมลิเวอร์พูล อืม! คำตอบแรกคือ สไตล์การเล่นที่เรียกว่า ‘เรดแมชชีน’ หรือ ‘เครื่องจักรสีแดง’ ครับ
การต่อบอลจากเท้าไปเท้า และเข้าทำประตูอย่างเด็ดขาด เป็นสไตล์การเล่นของทีมหงส์แดงในยุครุ่งเรือง ที่ทำให้มีแฟนบอลเยอะแยะไปทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ในเมืองไทย ซึ่งต่างจากสไตล์ของทีมอาร์เซนอลในช่วงเวลานั้น ที่โด่งดังจากสไตล์การเล่นแบบ ‘คิก แอนด์ รัน’
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สไตล์การเล่นก็เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้จัดการทีมในแต่ละยุค อย่างทีมลิเวอร์พูลเปลี่ยนสไตล์การเล่นอย่างน่าใจหาย รูปแบบการเล่นที่เรียกว่า ‘เรดแมชชีน’ แทบไม่เหลือให้เห็น จนผมมักถูกเพื่อนๆที่เชียร์ทีมอื่นแซวว่า คงต้องนั่ง ‘ไทม์แมชชีน’ หรือต้องหาดูในรายการย้อนรอย จึงจะได้ยลโฉมเครื่องจักรสีแดงอีกครั้ง
นี่ถ้าผมเกิดช้ากว่านี้อีกสัก 10 ปี บางทีทีมโปรดอาจไม่ใช่ลิเวอร์พูลก็ได้

เนื่องจากสไตล์การเล่นขึ้นอยู่กับแนวทางการสร้างทีมของผู้จัดการทีมแต่ละคน จึงไม่แปลกใจอะไรที่ทีมใหญ่ๆก็สามารถเปลี่ยนสไตล์ได้หากมีผู้จัดการทีมคนเดิมนั่งทำงานในสโมสรแห่งนั้นเป็นเวลานานมากพอ แต่ถ้าเจ้าของสโมสรใจร้อน อยากประสบความสำเร็จเร็วๆ ปีไหนไม่มีถ้วยรางวัลก็เปลี่ยนผู้จัดการทีม แบบนี้คงหาสไตล์การเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของทีมไม่เจอ กลายเป็นทีมไร้สไตล์ ซึ่งถ้าจะเรียกให้ดูดีหน่อยก็คือ ‘ฟรีไตล์’ ครับ
หากให้ยกตัวอย่างทีมที่มีการสร้างสไตล์การเล่น อย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต้องยกให้ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และทีมอาร์เซนอลครับ สองทีมนี้ไม่เปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นเวลาเกินทศวรรษแล้ว

อาร์แซน แวนแกร์ เข้ามาคุมทีมปีนใหญ่ในปี 2539 และก็ถือว่าเป็นผู้ปฏิวัติสไตล์การเล่นของสโมสรอย่างแท้จริง จากเดิมทีมนี้มีวิธีเล่นแบบนักฟุตบอลบ้านนอก คือ เตะไปข้างหน้า ให้ลูกบอลเข้าไปอยู่ในแดนคู่แข่ง แล้วก็วิ่งไปเอาลูกเพื่อทำประตู
โค้ชฝรั่งเศส มาดติ๋มๆ คนนี้ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกสโมสรโมนาโกในฝรั่งเศสไล่ออก ได้เข้ามาเปลี่ยนสไตล์ จากเน้นลูกลอยกลางอากาศ มาเป็นการส่งบอลบนพื้น จากเท้าไปเท้า ซึ่งการเล่นแบบนี้ต้องพึ่งนักเตะที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูง สามารถเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์คับขัน และเล่นเป็นทีม ไม่อวดเก่งฉายเดี่ยว
ดังนั้น นักเตะส่วนใหญ่ของอาร์เซนอล จึงเป็นเด็กปั้นของสโมสรที่เริ่มฉายแวว รอการขัดเกลาและให้โอกาสลงเล่น เพราะเด็กใหม่เหล่านี้จะเชื่อฟังโค้ชและเล่นเป็นทีมมากกว่าดาราดัง

ส่วนแมนฯยูไนเต็ดนั้น อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เข้ามาคุมทีมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ต่อจาก รอน แอตกินสัน .
ทีมผีแดง ประสบความสำเร็จด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน การต่อบอลอย่างรวดเร็ว ไม่กี่ครั้งก็ถึงหน้าประตูของคู่แข่ง ในช่วงที่มีปีเตอร์ ชไมเคิล เป็นผู้รักษาประตู หลายครั้งก็ใช้วิธีเปิดบอลยาว เปลี่ยนจากรับเป็นรุก จากประตูถึงประตูได้ลุ้นทันที
อีกหนึ่งจุดเด่น คือการแก้เกมที่กล้าได้กล้าเสีย บางนัดเฮียแกกล้าใส่กองหน้าลงสนาม 4 คน ในสถานการณ์ที่ทีมต้องการประตู รวมถึงการจัดทัพแบบให้เด็กๆเยาวชนลงไปเล่น เพื่อเป็นการลองทีม ก็ทำได้ตื่นตาตื่นใจกว่าทีมอื่น
วิธีการเล่นที่เน้นโจมตีรวดเร็ว ทำให้เฟอร์กูสัน ต้องมีนักเตะประเภทจรวจทางเรียบ อย่างเช่น อังเดร แคนเชลสกี้ส์, คาเรล โพบอสกี้, ไรอัน กิ๊ก และคริสเตียโน โรนัลโด้ อยู่ในทีมในแต่ละยุค
นอกจากนักเตะประเภทเคลื่อนที่ไวไปพร้อมบอลแล้ว เฟอร์กูสัน ก็มีนักเตะเปิดบอลแม่น อย่าง อีริค คันโตน่า เดวิด เบ็คแฮม และพอล สโคล์ เอาไว้โจมตีเร็วด้วยวิธีเปิดบอลยาว

นี่เป็นสองทีมที่มีสไตล์การเล่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ด้วยสไตล์ที่ชัด ทำให้ทีมรู้ว่า แต่ละปีต้องเสริมนักเตะตำแหน่งไหนเพื่อให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น หากไม่มีรูปแบบการเล่นที่ชัดเจน การซื้อนักเตะใหม่จะสะเปะสะปะได้
ธุรกิจก็เช่นกันครับ ต้องมีกลยุทธ์ชัดเจนว่าสไตล์ขององค์กรคืออะไร

เช่นโรงงานผลิตสินค้า ก็ต้องชัดเจนว่าเลือกช่องทางจำหน่ายแบบใดเป็นหลัก หากเน้นขายผ่านโมเดิร์นเทรด ก็ต้องมีทีมการตลาดที่คิดทันกับร้านค้าแบรนด์ดังๆ แต่ถ้าอยากลุยโชห่วย ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ก็ต้องมีพนักงานในสไตล์ลูกทุ่งหน่อย ออกตลาดต่างจังหวัดได้ เข้าใจอาเฮีย อาซ้อ หรือถ้าเลือกขายตรงส่งถึงมือผู้บริโภค ก็ต้องสร้างทีมขนส่งให้แข็งแกร่งและทำงานสอดรับกับทีมขาย หรือจะเอาทุกช่องทางเพื่อกระจายความเสี่ยงก็ทำได้เหมือนกันครับ เพียงแต่ต้องชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อจะได้จ้างคนและเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือให้เพียงพอ
สินค้าตัวหนึ่งที่มีสไตล์ชัดเจนมากๆ จนทำให้ยี่ห้ออื่นต้องเลียนแบบ แต่ก็ทำได้ไม่เหมือน นั่นคือ ยาคูลท์ครับ
เอ่ยชื่อนี้ หลายคนจะนึกถึงนมเปรี้ยวขวดเล็กๆ และพนักงานขายในชุดสีครีม สองสิ่งนี้อยู่คู่กันมานานหลายสิบปี เฉพาะในไทยก็ปริ่มๆ 40 ปีทีเดียวครับ
ยาคูลท์มีสินค้าอยู่ในมือเพียงตัวเดียว นั่นคือ นมเปรี้ยว และก็ผลิตเพียงขนาดเดียวเท่านั้น คือ 80 ซีซี ส่วนช่องทางจำหน่ายก็ใช้พนักงานหญิงส่งตรงถึงหน้าบ้านหรือที่ทำงาน นี่คือสไตล์ที่ยาคูลท์สร้างและ
วิธีขายแบบนี้ทำให้ยาคูลท์ได้เงินสดทุกวัน
สาวยาคูลท์กว่าสามพันคน เป็นกระบอกเสียงชั้นดี ที่จะสื่อสารกับลูกค้า คงไม่มีเครื่องมือประหยัดและทรงพลังในการทำ CRM ไปกว่านี้อีกแล้ว
หากเปรียบยาคูลท์เป็นเหมือนลูกฟุตบอล วิธีการขายแบบนี้เป็นการส่งลูกเข้าไปยิงประตูได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
แต่การจะทำแบบนี้ได้ ต้องใช้เวลานาน กว่าจะสร้างทีมงานได้แข็งขัน และที่สำคัญสินค้าต้องดีจริง
“เคยเห็นยาคูลท์ จัดโปรโมชั่น แจกรถแจกสร้อยไหมครับ???”

ภาพจาก yakultthailand.com

2 thoughts on “ต้องมีสไตล์

  1. หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม ยาคูลท์ จึงผลิตขนาดเดียวคือ 80 cc ไม่ผลิตแบบกระป๋องหรือขนาดขวดเท่าชาเขียวบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเปิดขวดหลายๆ ขวดเวลาดื่ม
    ความจริงแล้วใน ยาคูลท์ มีจุลินทรีย์ที่เป็นพระเอกและนางเอกอยู่คู่หนึ่งครับ พระเอกชื่อว่า Lactobacillus ส่วนนางเอกชื่อว่า Stroptococcus
    ซึ่งจุลินทรีย์ทั้งสองตัวนี้มีอยู่ในลำไส้ของคนเราอยู่แล้ว อ้าว! แล้วทำไมต้องซื้อมากินอีกหละ?
    ก็เพราะในบางจุดของลำไส้ที่มีอาหารอยู่ จุลินทรีย์ที่เรามีอยู่อาจจะเข้าไปย่อยไม่ถึงหรือมีไม่เพียงพอกับอาหารที่มากเกินไป ทำให้เกิดอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ
    เราจึงต้องการจุลินทรีย์ทั้งสองตัวนี้จากภายนอกในปริมาณที่พอเหมาะเข้าไปช่วย คือ จำนวนต้องไม่มากและไม่น้อยเกินไป หากมากเกินไปก็จะเกิดผลเสียตามมา ฉะนั้นปริมาณที่เหมาะสมก็คือ 80 cc อย่างที่ว่านี้แหละครับ
    แต่ ทำไม ไม่ยักกะบอกว่า “ห้ามดื่มเกินวันหละ 1 ขวด”

  2. 555 เอางั้นเลยหรือครับ
    ไอเดียนี้น่าสนใจ ต่อไปอาจจะเอาไปใช้กับสินค้าตัวอื่นๆด้วย เช่น Smart Phone ยังไงครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s