เน็ตเวิร์กแบบสตาร์บัคส์

เคยสังเกตไหมครับว่าเครื่องดื่มบางยี่ห้อมีขายทีเซเว่นฯเท่านั้น เครื่องสำอางจากเกาหลีบางรุ่นก็มีขายเฉพาะที่บูทส์เพียงแห่งเดียว หรือในซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างวิลล่าก็มีน้ำมันพืชบางยี่ห้อที่ท็อปส์ไม่มีขาย
แม้แต่สินค้าประเภทเสื้อผ้ารองเท้า บางรุ่นที่ห้างเซ็นทรัลมีขายแต่ห้างเดอะมอลล์จะไม่มี

ที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ไม่ใช่ผู้ผลิตสินค้าไม่อยากวางขายให้ทั่วๆนะครับ แต่นี่เป็นกลยุทธ์การตลาดของค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งร้านค้าแต่ละแห่งพยายามสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
‘มีสินค้าที่คู่แข่งไม่มี’
‘ให้บริการที่เหนือกว่าคู่ต่อสู้’

บางคนอาจแปลกใจว่าเหตุไฉนผู้ผลิตจึงตกร่องปล่องชิ้นยอมรับเงื่อนไขของร้านค้าปลีก
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ที่ลงตัวครับ
เพราะไม่ได้แปลว่า ผู้ผลิตสินค้าทุกรายจะเห็นด้วยกับกลยุทธ์นี้ มีสินค้าอีกเยอะแยะที่มีขายทุกร้าน

เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ผมขอแบ่งผู้ผลิตสินค้าออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก คือ ศิลปินเดี่ยว
ผู้ผลิตเหล่านี้อยากให้สินค้ากระจายไปถึงลูกค้าให้มากที่สุด อยากเห็นสินค้าวางขายในทุกๆร้าน จึงมองว่าการจับมือเป็นพันธมิตร อาจเป็นการจำกัดโอกาสตนเอง
ส่วนใหญ่ผู้ผลิตเหล่านี้ จะคิดว่ายี่ห้อของตัวเองแข็งแกร่งพอ เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เรียกว่า หยิ่งเล็กๆก็พอได้ครับ

ส่วนอีกกลุ่ม คือ วงดนตรีครับ สามารถรับงานได้ทั้งที่เล่นเองร้องเอง หรือไปร่วมแจมกับนักร้องเดี่ยวเล่นเป็นวงแบ็คอัพ
ผู้ผลิตกลุ่มนี้ วิธีคิดจะแตกต่างจากกลุ่มแรกเล็กน้อย ตรงที่มองว่า ร้านค้าน่าจะช่วยคิดให้ผู้ผลิตออกแบบสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาด เพราะ ‘ร้าน’ อยู่ใกล้ลูกค้ามากกว่า ‘โรงงาน’
การได้สัมผัสกับลูกค้าทุกวัน จึงสนิทสนมกัน รู้ใส้รู้พุง มากกว่าคนอยู่แดนไกลอย่างแน่นอน

แม้ธุรกิจค้าปลีกจะเริ่มต้นจากรูปแบบซื้อมาขายไป กินกำไรจากส่วนต่างราคา แต่เมื่อมีจำนวนร้านค้ามากขึ้น ในขณะที่สินค้าก็มาจากโรงงานไม่กี่แห่ง สุดท้ายเพื่อให้อยู่รอด ก็ต้องลดราคาเพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน
นั่นเป็นจุดเริ่มต้น ของศึกแดงเดือด(Red ocean war)

หากสงครามราคาเป็นศึกแดงเดือด ยกที่หนึ่ง
ผมมองว่า การแข่งกันหาพาร์ทเนอร์เพื่อสร้างความแตกต่าง ก็จะเป็นศึกแดงเดือด ยกที่สอง
จึงไม่ต้องแปลกใจ เวลาเดินเข้าห้างแต่ละแห่งจะเจอสินค้าที่ไม่เหมือนกัน
ดังนั้น ถ้าอยากซื้อสินค้าบางอย่างจะต้องไปเทสโก้โลตัส อยากทานสแน็กบางยี่ห้อจะต้องไปเซเว่นฯเท่านั้น

การผลิตสินค้า Only At หรือ Exclusive product นั้นก็เพื่อ ‘ไม่ให้มีใครขายแข่ง’ ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้
แต่ในเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป การเชื่อมต่อโลกออนไลน์ทำได้เกือบทุกที่ การสร้างความแตกต่างจึงมีเวทีให้เล่นอีกมาก
และก็เป็นสตาร์บัคส์ที่กระโดดขึ้นเวทีนี้ได้อย่างน่าจับตามอง
โดยตั้งหน่วยงานชื่อ ‘สตาร์บัคส์ดิจิตอลเน็ตเวิร์ก’ ขึ้นมาดูแลบริการนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้บริการข่าวสารต่างๆ
ในเบื้องต้นเขาแบ่งเป็น 6 ช่อง คล้ายๆเคเบิลทีวีครับ

มีช่อง News, Entertainment, Wellness, Business และ Career, My Neighborhood และ Starbucks อาจฟังดูไม่น่าสนใจเท่าไร แต่ลองดูรายชื่อพาร์ทเนอร์ที่เข้าร่วมสิครับ
Wall Street Journal, New York Times, USA Today, Yahoo! News และ Yahoo Sports ซึ่งจะให้ลูกค้าสตาร์บัคส์สามารถดาวน์โหลดมาอ่านฟรี ทั้งเนื้อหาทั่วๆไปและในส่วนที่ปกติจะต้องจ่ายเงิน
ช่องบันเทิง ก็ได้พันธมิตรเก่าแก่อย่างแอปเปิล โดยลูกค้าดาวน์โหลด iTunes content ได้ฟรี นอกจากนี้เตรียมเพิ่มเนื้อหา Education game ไว้เอาใจเด็กๆ
ช่องสุขภาพ ก็ได้ Rodale ยักษ์ใหญ่ด้านนิตยสารสุขภาพในสหรัฐ ให้ลูกค้าอ่านบทความและดูคลิปสารคดีสุขภาพ
ยังไม่พอครับ เขายังจัดทำโปรแกรมสำหรับนักวิ่ง ออกแบบเส้นทางวิ่งออกกำลังกาย โดยมีจุดพักเป็นระยะๆที่ร้านสตาร์บัคส์ที่อยู่รายทางอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรอื่นๆอีกเพียบ ทั้ง Bookish Reading Club, Foursquare, Good, LinkedIn, New World City และ The Weather Channel

เพียงหิ้ว Notebook, Tablets หรือ Smartphone เข้ามา แล้วทำการต่อเชื่อมไวไฟ ก็ใช้ได้ทันที
งานนี้ทุกอย่างฟรีหมด! เหมือนไปเที่ยวกับป๋า ยังไงยังงั้นเลยครับ

สตาร์บัคส์สร้างวัฒนธรรมใหม่ในการดื่มกาแฟมาแล้ว
จึงไม่แปลกใจ ถ้าจะสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการบริโภคข้อมูลในรูปแบบ digital content

5 thoughts on “เน็ตเวิร์กแบบสตาร์บัคส์

  1. สวัสดีครับผมชื่อโอ๊ต ได้ไปซื้อหนังสือของพี่คลุกคลิกจาก อึมมมมมม ไม่แน่ใจว่า เป็น se-ed
    หรือ B2S แต่ก็ซื้อมาแล้วหละครับซื้อราคาเต็มด้วยไม่ได้ลดซักบาทเดียว ( ลืมเอาบัตรสมาชิกไป ) ชอบครับชอบพี่เขียนหนังสือ ส่วนตัวแล้วผมจบ วิศวะไฟฟ้ามาจาก พระจอมเกล้าพระนครเหนือ แต่จบปุ๊ปพี่ชายก็ลากมาทำกิจการของที่บ้าน ( ที่บ้านเป็นโรงงานผลิตขนมหวาน ) ขนมหวานในที่นี้ คือ น้ำหวานเข้มข้น เยลลี่ฟรุ๊ตสลัด เม็ดมุก (ที่ใส่ในชานม )เชอรี่เทียม เม็ดบีช และอื่นๆๆ ( ในหนังสือพี่จะมีอยู่บทนึงที่เอ่ยถึงชานมที่ว่าแห่กันไปทำสุดท้ายก็เหลือแต่ตัวจริงที่อยู่ได้ บ้านผมเป็นส่วนของตัวจริงที่อยู่ได้ครับ 12 ปีแล้วครับ )และตอนนี้บ้านผมได้เปิดร้านขายอุปกรณ์ เบเกอร์รี่ ชื่อว่า KING BAKERY เพื่อช่วยกระจายสินค้า
    แบรนด์ที่เราผลิต ให้ลูกค้าได้เห็นกันง่ายขึ้น ตอนนี้ก็ประมาณ 4 สาขา ครับสาขาละ 2 คูหา
    รายได้ดีเลยทีเดียว แต่ผมมีเรื่องจะถามพี่ตรงนี้ครับ
    คำถาม : บ้านผมลงทุนกับการทำน้ำหวานเข้มข้นไปเยอะพอสมควร กับธุรกิจเล็กๆแบบบ้านผม เพื่อไปของแบ่งตลาดกับติ่งฟง ( ซึ่งเป็นเจ้าตลาดเรื่องนี้อยู่ )ไหนจะมี QUEEN อีก ไหน
    จะยี่ห้อ SUN – UP เยอะแยะไปหมด ด้วยความคิดตัวเองที่กะว่าฉลาดแล้ว เค้าทำความเข้มข้นที่ 1:6 ผมก็จัดการเลยกะตีให้อยู่เลยพี่ติ่งฟงก็ติ่งฟงเถอะ ผมทำ 1 : 8 ในราคาเท่ากัน
    สรุปตีไม่ตายพี่ สะบักสะบอมกับมาดูความผิดพลาดของตนเองง ผมสรุปได้ดังนี้ครับ
    1. ด้วยนิสัยคนไทย ที่ค่อนข้างจะรักสบาย ไม่มีการชั่งการตวงสูตร ไม่อ่าน ตอนผสมเพื่อจะขายลูกค้ก็ กะ กะ เอา แบบมืออาชีพ ก็พังซิพี่หวานเจี๊ยบบแทบกินไม่ได้
    2. ของบ้านผมหาซื้อยากครับสู้ติ่งฟงไม่ได้ ร้านโชว์ห่วยเล็กๆๆ ยังมีขาย เวลาแกล้งไปถามว่ารู้จักยี่ห้อที่บ้านผมทำไหม ทำหน้าเอ๋อ ๆๆ
    แต่ตอนนี้ยอดขายกระเตื้องขึ้นมากแล้วครับบ แต่ตอนนี้พี่ชายออกนโยบายมาใหม่ ให้ทำเวบไซร์ BLOCK อะไรก็ได้ที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักเรา ซึ่งก่อนหน้านี้ผมำปโฆษณาในเวป COCKTAIL THAI มีลูกค้าใหม่ๆๆ ติดต่อเข้ามาเยอะพี่ชายก็ชอบเลยให้งบมาทำเว็บ
    แต่เรื่องที่ผมจะถามพี่คลุกคลิก ที่ผมคิดไม่ออก พี่ชายถามผมว่า ไอ้โอ๊ต ( ชื่อเล่นผม )
    ตรูจะทำไงดีว๊ะให้ลูกค้าที่ต้องการสั้งของน้อย ๆๆ ที่อยู่ต่างจังหวัด ไม่ได้อยู่จังหวัดเดียวกับเราและจังหวัดที่เขาอยู่เราไม่มีร้านขาย เราจะส่งของให้เขาได้เร็วๆๆ น้อยก็ส่ง ไม่คิดค่าขนส่ง ให้รู้สึกเหมือนซื้อของแถวบ้าน แค่ข้ามถนนก็ซื้อได้แล้ว และสินค้าไม่เสียหาย
    ที่มีนโยบายตรงนี้มา เพราะเราอยากให้คนทั่วไปได้ลองของของเราซึ่ง ทางเรายอมแบกรับ ค่าขนส่งเอง ในฐานะที่พี่คลุกคลิก เห็นโลกมาเยอะและเจนจัดกว่า พอจะมีทางออกไหมครับหรือบริษัทฯที่พี่เคยเห็นเค้ามีไอเดีย ไรเจ๋งๆๆๆ ขอความกรุณาส่งเมลกลับหาน้องโอ๊ตด้วยนะพี่

    ขอบคุณครับ

  2. ผมไม่ใช่คุณขลุกขลิกนะครับ แต่อยากแสดงความคิดเห็น
    ปัญหาแรก เรื่องการชั่ง ตวง วัด หากไม่มี standard กำกับจะลำบากครับ โดยทั่วไปคนไทยไม่ค่อยสนใจคำว่า “มาตรฐาน” ไม่ชอบการประเมินประเภท “อิงเกณฑ์” แต่ชอบ “อิงกู” และที่สำคัญมักจะใช้วิธีการ “เชื่อหัวไอ้เรืองเถอะ” ทำมา 12 ปีแล้ว ไม่พลาด (ไม่ได้ว่าธุรกิจคุณโอ๊ตนะครับ แค่ยกตัวอย่างคนไทยโดยทั่วไปจะคิดประมาณนี้) หากถามว่า “มาตรฐาน” ของผสมเหล่านี้เอามาจากไหน ขอตอบแบบไม่มีตัวเลือกนะครับว่า “สร้างเอง” หรือ Benchmark กับคู่แข่ง แล้วทดสอบกับผู้บริโภค ดูสัดส่วนว่าแบบไหนที่ถูกปาก แล้วจดสัดส่วนและกระบวนการเหล่านั้นไว้ มาถึงตรงนี้คุณโอ๊ต อาจจะคิดถึง Work Procedure and Work Instruction “ใช่แล้วครับ” อนาคตร้านคุณโอ๊ตต้องมีของเหล่านี้ครับ พวกอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ถ้าเราทำเกณฑ์ มาตราวัดเอาไว้ เหมือนขวดนมเด็กที่บอก ออนซ์ ก็จะดี สรุปคือ สร้างเกณฑ์ มาตรฐานเล็กๆ ก่อนครับ แล้วให้ทุกคนยึดถือปฏิบัติ เรียกได้ว่า ใครผสมก็ให้รสชาดที่ไม่แตกต่างกัน จากนั้นค่อยๆ พัฒนา ลดขั้นตอน เปลี่ยนส่วนผสม คิดนอกกรอบ ผมไม่เถียงกับคำพูดที่ว่า “ปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก” แต่ในฐานะที่คุณโอ๊ต เป็นปลาเล็ก ผมเชื่ออย่างนี้ครับ “ปลาเล็กเร็วกว่าปลาใหญ่” สู้ๆ ครับคุณโอ๊ต
    ส่วนปัญหาที่สอง ใหญ่พอสมควร รอคุณขลุกขลิกมาตอบดีกว่าครับ
    AJ.Man

  3. ชอบครับ ขอบคุณที่แสดงความคิดเห็น แต่ผมคงเล่าเรื่อง งง งง ไปหน่อย
    คือผมคือผู้ผลิต และแอบไปดูคนอื่นที่เค้าชงขายกันหนะครับว่าเค้าทำกันอย่างไร
    ก็เลยได้รู้ปัญหาครับ แต่ตอนนี้ก็ขับเคลื่อนไปได้แล้วบ้าง สินค้าตัวอื่นช่วยพยุงพลักและดันกัน 55555
    small is beautiful

  4. ขอบคุณครับคุณโอ๊ตที่อุดหนุนหนังสือผม
    ผมขออนุญาตตอบคำถามด้วยการเขียนเป็น ตอนใหม่ เพื่อให้หลายๆคนได้อ่าน และได้ออกไอเดียกันได้ง่ายขึ้นนะครับ

  5. Pingback: เน็ตเวิร์กแบบสตาร์บัคส์ | SME Plannet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s