ขนาดสนามและจำนวนนักเตะ

“ถ้ากติกาการแข่งขันฟุตบอลเปลี่ยนไป ให้แต่ละทีมส่งนักเตะลงสนามได้ 31 คน จะเกิดอะไรขึ้น?”
อย่าเพิ่งสงสัยกับคำถามแปลกๆ เดี๋ยวผมจะอธิบายทีหลัง แต่ขอให้ช่วยจินตนาการเพื่อหาคำตอบกันก่อนครับ ที่ผมนึกได้ก็มี “นักเตะแต่ละคนไม่ต้องวิ่ง ยืนรอลูกบอลอย่างเดียว”
“ยิงประตูกันไม่ได้หรอก เพราะลูกบอลติดแข้งติดขาอยู่แถวๆกลางสนาม”
“ผู้เล่นวิ่งชนกัน”
“แจกใบเหลือง ใบแดงเยอะกว่าเดิม”
“ต้องขยายสนามให้ใหญ่กว่าเดิม” คิดได้ 5 คำตอบ ที่เหลือลองคิดเล่นๆกันต่อนะครับ ผมชอบคำตอบข้อสุดท้ายมากที่สุด เพราะแตกต่างจากข้ออื่นๆ

แล้วถ้าเปลี่ยนคำถามใหม่ เป็นว่า “กติกาเขาบังคับให้มีทีมละ 7 คน โดยแข่งกันในสนามราชมังคลาฯ จะเกิดอะไรขึ้น?” ลองคิดกันต่ออีกหน่อยครับ
“นักเตะเป็นลม เป็นตะคริว เพราะต้องวิ่งเยอะกว่าเดิม”
“แต่ละทีมจะเน้นเตะลูกโด่ง โยนยาว เพราะวิ่งไม่ไหว”
“นักฟุตบอลจะกลายเป็นนักวิ่งมาราธอน”
“ยิงประตูกันเยอะขึ้น”
“ลดขนาดสนามให้เหลือแค่ครึ่งก็พอ แล้วตั้งเสาประตูใหม่” อะแฮ่ม! คำตอบข้อนี้ก็เลียนแบบคำตอบจากข้อแรก แต่เปลี่ยนจาก ‘ขยาย’ เป็น ‘หด’

สองคำถามนี้บอกอะไรเราได้บ้าง
‘ความไม่พอดี’ น่าจะเป็นบทสรุปของคำตอบทั้งหมดครับ

ต้องชมคนคิดกติกาการแข่งขันฟุตบอลนะครับ รู้ได้อย่างไรว่าจำนวนผู้เล่นควรจะมีเท่าไร และขนาดสนามควรกว้างยาวแค่ไหน เพราะถ้าหนาแน่นเกินไปก็วิ่งชนกัน แต่ถ้าคนน้อยไปก็วิ่งกันเหนื่อย

ขนาดของสนามฟุตบอล ก็เหมือนขนาดขององค์กรครับ
พื้นที่สนามหญ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 60 เมตรกว่าๆ ยาวประมาณ 100 เมตร ต้องการนักเตะทีมละ 11 คน แต่ถ้าสนามหดเหลือเพียงครึ่ง ขนาดประตูเล็กลงกว่าเดิม ก็อาจใช้ผู้เล่นเพียง 6-7 คนก็พอ
เช่นเดียวกับขนาดบริษัทที่มียอดขายปีละสิบล้าน จำนวนพนักงานก็ต้องมากกว่าบริษัทที่มียอดขายหลักแสน อันนี้ผมหมายถึงบริษัทที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันนะครับ ไม่ใช่เอายอดขายและจำนวนพนักงานของโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไปเทียบกับบริษัทโบรกเกอร์ขายหลักทรัพย์
ดังนั้น เจ้าของกิจการต้องหาจำนวนผู้เล่นให้ลงตัวครับ
ตัวอย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยวรถเข็น ขนาด 5 โต๊ะ ขายตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน ยอดขายราวๆ 4-5 พันบาทต่อวัน มีพนักงาน 3 คนก็พอ แบ่งเป็น 1 คนลวกกับ 2 คนเสิร์ฟ แต่ถ้าเพิ่มเวลาขายหรือขยายเป็น 10 โต๊ะ ก็ต้องหาควรมาเพิ่ม อย่างน้อยก็ต้องเพิ่มคนทำก๋วยเตี๋ยวอีกคน ไม่อย่างนั้นลูกค้าจะรอนานเกินไป

การจ้างพนักงานน้อยเพื่อประหยัดค่าจ้าง ทำให้ผลิตสินค้าไม่ทันหรือบริการได้ไม่ทั่วถึง สุดท้ายลูกค้าก็ไม่กลับมาใช้บริการอีก ส่วนพนักงานก็อาจจะลาออก เพราะทนทำงานหนักไม่ไหว แต่ถ้าจ้างพนักงานเยอะเกินไป ก็ขาดทุนสิครับ!

อ้อ! แต่จำนวนพนักงานที่ว่านี้ ต้องกระจายกำลังให้สมดุลตามตำแหน่งด้วยนะครับ
ไม่ใช่ว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวขายดี ก็เช่าที่ตั้งโต๊ะเพิ่มจาก 5 เป็น 15 แล้วหาลูกมือคอยเช็ดโต๊ะ ล้างจาน เพิ่มจาก 2 เป็น 4 แต่คนลวกก๋วยเตี๋ยวยังมีเพียงคนเดียว แบบนี้บริการลูกค้าไม่ทันแน่ๆ
ผมเคยไปทานข้าวมื้อค่ำที่สวนอาหารแห่งหนึ่ง โต๊ะเยอะมาก ลูกค้าก็เยอะ ส่วนเด็กเสิร์ฟก็มีจำนวนมากพอ เพราะนั่งไม่นาน จาน ช้อน ข้าวเปล่าและน้ำดื่มก็มาเสิร์ฟทันที แต่ที่รอนานเป็นชั่วโมงคืออาหารครับ

หากยังคิดไม่ออกว่าควรมีพนักงานกี่คน และต้องมีตำแหน่งใดบ้าง หรือขนาดสนามควรจะใหญ่แค่ไหน ให้ลองเปลี่ยนชุดลงไปเล่นเองครับ เหมือนเวลาเล่นฟุตบอล หากชวนเพื่อนๆมาได้เพียง 8 คน แบ่งเป็นทีมละ 4 คน ตอนเดินลงสนาม ก็จะรู้ว่าสนามใหญ่เกินไป ฉะนั้นทั้งแปดคนก็จะทำการกำหนดขนาดสนามใหม่ โดยใช้กระเป๋าเป้วางเป็นมุมธงสี่จุด
เป็นการ ‘ย่อสนาม’ ให้พอดีกับ ‘แรงวิ่ง’
และเมื่อผู้เล่นมีน้อยเพียง 4 คน การระบุตำแหน่งเหมือนฟุตบอล 11 คนก็ทำไม่ได้ จึงต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ บางคนต้องควบสองตำแหน่ง

ไม่มีสูตรสำเร็จในการทำธุรกิจหรอกครับ ว่าควรเริ่มจากกำหนดขนาดสนาม หรือเริ่มจากจำนวนผู้เล่นก่อน มีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องทำ คือ เมื่อลงสนามแล้วต้องยิงประตูให้ได้

3 thoughts on “ขนาดสนามและจำนวนนักเตะ

  1. ประเด็น “จำนวนคน” ทำให้เกิดข้ออ้างมากมาย
    เวลาเรานำระบบ หรือเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ในองค์กร พนักงานส่วนใหญ่จะบอกว่า “ทำไม่ได้หรอก คนเราเยอะเกินไป” ส่วนอีกหน่วยงานบอกว่า “ไม่ต้องทำหรอกอยู่กันแค่ไม่กี่คน” หรือ “ทำไม่ได้หรอกคนเราน้อย” หรืองานไม่เสร็จ อ้างว่า “คนไม่พอ”
    การบริหารองค์กรหรือธุรกิจไม่มีสูตรตายตัว
    ผมนั่งดูมวยป้องกันแชมป์โลก ระหว่าง “ไอ้รถถังน้อย” พูนสวัสดิ์ กระทิงแดงยิม กับ เรียว ลีลี
    ก่อนชกผมมั่นใจว่าสตาฟของไทยคงศึกษาลีลาหรือรูปแบบการชกของ เรียว ลิลี มาพอสมควร คือแกเป็นมวยฟุตเวิร์กดี หมัดหนักใช้ได้ ส่วน ไอ้รถถังน้อย ประเภทหมัดหนักถอยหลังหกล้ม
    ผมนั่งดูครบทั้ง 12 ยก ทั้งสองคนต่อยเหมือนเดิมทุกยกครับ และทำได้ดีทั้งคู่
    หากนักบอลมี 7 คน ก็คงอยากจะหดสนามให้สั้นลง หรือ หากมีนักฟุตบอล 31 คน ก็ต้องอยากให้ขยายสนามให้ใหญ่ขึ้น
    พูนสวัสดิ์ ก็คงคิดเหมือนนักบอล 7 คน คือ น่าจะทำเวทีให้แคบลงเพื่อให้จะได้ไม่ต้องไล่ให้เหนื่อย
    แต่สิงที่พูนสวัสดิ์ลืมคิดคือ ก่อนชกรู้ทั้งรู้ว่า ตนเองเป็นมวยเดิน มั่นใจในพลังหมัด ส่วนเรียว ลีลี ฟุตเวิร์กคล่องหมัดคม หากผ่านไปครึ่งทาง แล้วต้อนผู้ท้าชิงไม่จนมุม หรือต่อยไม่ถนัด โอกาสเสียแชมป์สูง เพราะต่อยนอกบ้าน
    ฉะนั้น ระหว่างอยู่บนเวทีต้องแก้ปัญหาทุกยกตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ต่อยๆ ไป เวทีดูเหมือนจะกว้างกว่าเดิม เดินช้าลง คู่ต่อสู้เหมือนจะเร็วขึ้น แต่..ทั้งพูนสวัสดิ์และเทรนเนอร์ทำเหมือนเดิมทุกยก
    การทำธุรกิจก็เช่นกัน มัวโทษดิน ฟ้า อากาศ แต่ไม่ปรับปรุงกลยุทธ์ ก็จบเร็วแบบน๊อกเอาท์ได้เช่นกัน

  2. ว่าแต่ ตัวอักษรในเว็บ น่าจะขยายให้ใหญ่สักนิดนึง เพราะขณะนี้ผลวิจัยออกมาว่า ประชากรไทยวัยเลยเกรียณมีมากขึ้น 5555

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s