ความสนุกเมื่อคนเขียนมาเจอคนอ่าน



เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีโอกาสขึ้นเวทีไปพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือจิบความคิดสะกิดไอเดียครับ เป็นงาน SME Thailand Expo 2010
จะเรียกว่าเป็นงานเปิดตัวก็พอจะได้ ทั้งที่วางขายไปแล้วครึ่งปี
อันที่จริงผมก็มีโอกาสได้พูดคุยเกี่ยวกับหนังสือไปก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ครั้งนั้นไม่มีคนดูมานั่งจ้องตากันสดๆ

การพูดคุยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ผมจึงไม่ได้เตรียมตัวไปเท่าใดนัก คิดว่าก่อนหน้านี้ที่ออกทีวี มันน่าจะตื่นเต้นสุดๆแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรต้องกังวลอีก
ผมไปเจอพิธีกรก่อนจะเริ่มขึ้นเวทีเพียง 10 นาที เราตกลงสคริปกันเล็กน้อย
“พี่จะให้หนูถามประเด็นใดเป็นพิเศษ”
เอาเลยครับ ตามสบาย ผมตอบแบบปลอบใจตัวเอง ทั้งที่ในใจก็เริ่มกังวล เพราะคนที่มาเดินงานส่วนใหญ่ตั้งใจมาหาความรู้เพื่อไปทำธุรกิจจริงๆ
“อ้อ แล้วต้องมีเล่นเกมชิงรางวัลด้วยนะคะ”
เอาเป็นใครถามก็แจกหนังสือแล้วกันครับ ผมคิดมุกไม่ออก

เวทีแบบเปิดกว้าง ใครเดินผ่านมาก็เข้ามานั่งฟังได้ บรรยากาศดูสบายๆ ช่วยลดอาการเกร็งได้พอสมควร
พิธีกรขึ้นเวทีก่อน กล่าวแนะนำหนังสือเล็กน้อย แล้วผมก็เดินขึ้นตามไป
“คนฟังนั่งอยู่ประปราย ไม่มากไม่น้อย ปริมาณหลวมๆแบบนี้ ผมชอบครับ ดูไม่อึดอัด”

ด้วยเพราะเป็นเวลาคล้อยบ่ายหรือไรไม่ทราบ เริ่มรายการได้สักพักที่นั่งก็เต็มครับ
“ความประหม่า เริ่มมาเยือนแล้วพี่น้อง”
ได้แต่หวังว่า หลายคนคงมานั่งแก้เมื่อย เขาไม่ได้ตั้งใจมาฟังกันหรอก

แต่ดูจากแววตา ที่ผมมองไปหลายคนก็สบตากลับ นั่นแปลว่า ผมตอบเล่นๆไม่ได้แล้วสิ
ยิ่งตอนท้ายที่เปิดโอกาสให้ถาม มันเหมือนเป็นการล่อเป้าดีๆนี่เอง
สนุกดีครับ บางคำถามทำให้ผมได้คิดต่อ
ขอบคุณทุกท่านนะครับ รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มมั๊บครับ เอ้ย!โอกาสหน้าพบกันอีกนะครับ

หลังจบรายการมีบางท่านยังเดินมาถามต่อ บางท่านมาขอลายเซ็นต์
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมแปลกใจและยังหาคำตอบไม่ได้คือ ทำไมมีแต่ผู้ชาย ทั้งที่รางวัลที่แจกให้ก็ได้ทั้งชายและหญิง
เห็นทีต้องเปลี่ยนสไตล์ไปเขียนแนวอื่นซะแล้ว!
http://www.facebook.com/plugins/like.php?href=http://www.clookclick.com/archives/2886&layout=standard&show_faces=false&width=450&action=like&colorscheme=light&height=35
[ad#ad-1]

6 thoughts on “ความสนุกเมื่อคนเขียนมาเจอคนอ่าน

  1. ขอบคุณครับคุณ MiMD ตอนนี้ก็ลุ้นยอดขายอยู่ครับ ไม่ต้องถึงขนาดวิ่งหรอก เอาแค่เดินก็พอ

    เออ… เห็นหน้าตาแล้วผิดหวังเลยใช่มั๊ยครับคุณ thienchai

  2. ผมอยากอ่าน “ธุรกิจ คิดด้วยเท้า” แล้วหละครับ
    ผมเคยอ่านก็มีคนอื่นเขียน เจอเพียง 1-2 หัวข้อ ที่จำได้คือเจอใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เดือนสิงหาคม หัวข้อ “เป่านกหวีดในที่ทำงาน” ผู้เขียนเปรียบเทียบ “กรรมการ” ในสนามฟุตบอลที่ต้องติดตาม เฝ้าดูพฤติกรรมของนักเตะในสนามไม่ให้นอกลู่นอกทาง หากนอกลู่นอกทางเมื่อไหร่ก็จะเป่านกหวีด เรียกมาคุย เปรียบเหมือนในที่ทำงานที่หัวหน้าต้องเฝ้าดูการทำงานผู้ใต้บังคับบัญชา หากนอกแผน ไม่ตามเป้าก็ต้องกล้า “เป่านกหวีด” บ้าง ไม่ใช่เฉยอย่างเดียว
    ที่ผมคิดว่าน่าจะจับมาเขียนได้เช่น
    1.”ผู้เล่นหน้าใหม่ในองค์กร” (หลายทีมซื้อมายกโหล ฉะนั้นนักเตะต้องปรับตัว คนเก่าต้องช่วย ผจก. โค้ช ต้องเทรน เหมือนในที่ทำงานครับที่ทุกคนต้องหลอมเป็น 1 เดียว แตกแยกไม่ได้
    2.”ใบแดง กับวิกฤติที่ต้องสู้” เหมือนทีมเจอมรสม เจอวิกฤติ ต้องฝ่าฟันด้วยกลยุทธ์ใหม่ที่ไม่เหมือนเก่า(เล่นไม่เหมือน 11คน)หากนำอยู่ก็เล่นอีกแบบ หากตามก็ต้องเล่นอีกแบบไม่ให้เสียเพิ่ม
    3.”ฟรีคิกเร็ว กลยุทธ์ที่คู่แข่งไม่ทันตั้งตัว” น่าจะพูดถึง กลยุทธ์เล็กๆ แต่ผลลัพธ์แรงๆ ประมาณนั้นครับ (มีคลิปให้ดูใน youtube ครับ)
    4.”เล่นดีแต่แพ้” คือข้อแก้ตัว หรือปลอบใจตนเอง อันนี้น่าเขียนครับการทำงานที่ process ได้ แต่ output ไม่ได้
    5.”หน้าที่ของกัปตัน” เชื่อมโยงกับ หัวหน้างาน หรือ leader ที่ต้องทำหน้าที่สองอย่าง คือ ทำงานของตัวเองกับทำให้ทีม กัปตันทีมแต่ละคนบุคลิกต่างกัน บางคนไม่ค่อยพูด(อิเคร์ คาซิยาส) บางคนใจร้อน(รอย คีน,เดนนิส ไวส์,วินนี่ โจนส์,พอล อินซ์) บางคนวัยละอ่อน (ฟาเบรกาส,โรนัลโด้) การเลือกกัปตันทีมมีหลายมาตรฐาน แต่ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป เช่น ระบบอาวุโส,อาวุโสแต่เป็นคนในพื้นที่,ขาใหญ่ในองค์กร ฯลฯ
    6.”รอจังหวะแล้วโต้กลับ” มักจะใช้กับทีมเล็กๆ ที่เป็นรองเรื่องตัวผู้เล่น แต่มักจะได้ผล เช่น ลีดส์บุกมาสอยแมนยู 1-0ในฟุตบอลเอฟเอคัพเมื่อปีที่แล้ว หรือสวิตเซอร์แลนด์เอาชนะสเปน 1-0 นัดแรกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา
    7.”ผู้เล่นผู้จัดการทีม” ปัจจุบันในลีกใหญ่มีน้อยหรือแทบจะไม่มีแล้วครับ ยกเว้น พัทยา ยูไนเต็ด ที่โค้ช วัง ธวัชชัย ยังเล่นและเป็นโค้ชอยู่ ความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่าง โค้ช กับ ผู้เช่นผู้จัดการทีม คือ โค้ชหรือหัวหน้างานบางคนไม่ลงมือทำ ชี้นิ้วอย่างเดียว อย่างนี้ไม่ได้ใจลูกน้อง โค้ช หรือหัวหน้างานบางคนลงมาลงมือทำร่วมกับลูกน้อง แต่..บางครั้งผู้เล่นผู้จัดการทีมบางคน อาจจะมองว่า ผู้เล่นที่มีอยู่ไม่ดีพอ สู้ตัวเองลงไปเล่นไม่ได้ทั้งๆ ที่สังขารไม่อำนวย อันนี้ลูกน้องก็ไม่เอาเหมือนกันครับ
    ประมาณนี้ครับ

  3. ผมชอบไอเดียคุณ thienchai มากเลย
    บางข้อ คล้ายกับที่ผมคิดไว้
    แต่หลายข้อ ผมคาดไม่ถึงจริงๆ เช่น ใบแดง กับวิกฤติที่ต้องสู้, ผู้เล่นผู้จัดการทีม
    โดยเฉพาะ เล่นดีแต่แพ้ นี่น่าเอามาเขียนมากเลย
    เอ… ความคิดเจ๋งขนาดนี้ ผมว่า คุณ thienchai น่าจะลองเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเลยนะครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s