คืนสู่ชัยชนะ

ตอนเข้ากรุงเทพใหม่ๆ ผมใจจดใจจ่อเกาะติดข่าวการประท้วงอย่างใกล้ชิด ชนิดกะพริบตาไม่ได้
ไม่ใช่เป็นแฟนพันธุ์แท้เรื่องการเมืองหรอกนะครับ
แต่ผมต้องติดตามข่าว ว่าเขาจะให้ไปรายงานตัววันไหน
เป็นการเริ่มต้นชีวิตนักศึกษาที่น่าตื่นเต้นทีเดียว
หลังจากก่อนหน้านี้ ก็ลุ้นตัวโก่ง ว่าจะสอบติดหรือเปล่า?

แม้เวทีชุมนุมจะอยู่รอบใน ส่วนที่พักอาศัยของผมอยู่รอบนอกกรุงเทพ
กระนั้น การประกาศเคอร์ฟิว ก็ทำให้ต้องตุนเสบียงให้มากที่สุด
‘ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และไข่ คือ สามปัจจัย ที่ขาดไม่ได้’
กรุงเทพที่ผมได้เริ่มรู้จัก จึงออกจะแปลกๆไปกว่าที่เคยได้ยินและจินตนาการในสมอง

ความเห็นต่างของคนไทยในวันนั้น ขัดแย้งกันถึงขั้นนองเลือด ทำให้เดือนพฤษภาคมปีนั้น ถูกขนานนามชื่อใหม่ เพื่อให้คนไทยได้จดจำว่า ครั้งหนึ่ง เราเคยพ่ายแพ้กันทั้งประเทศ

แม้เจ้าหน้าที่กรุงเทพจะเก็บกวาดทำความสะอาดไปเยอะแล้ว
แต่ร่องรอยความเสียหาย ยังมีให้เห็นเป็นภาพติดตา ในวันที่ผมเดินทางไปมหาวิทยาลัยวันแรก

ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้ต่อมอยากรู้เรื่องรัฐศาสตร์มาแรงแซงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่ผมเลือกไว้เสียอีก
เมื่ออยากรู้ ก็ต้องศึกษาครับ
แต่ว่า มีได้ก็ต้องมีเสีย

ผมเสียโอกาสที่จะเลือกเรียนวิชาในคณะบัญชีฯ เป็นทางเลือกเสริม
ซึ่งเพื่อนในคณะส่วนใหญ่เขาทำกัน เพราะนั่นหมายถึงโอกาสในการหางานในอนาคต
นอกจากนั้น ยังพลาดโอกาสได้เรียนในคณะที่ติดอันดับท็อปโหวตว่า บรรยากาศน่าเรียนที่สุด
อะแฮ่ม! เป็นผลสำรวจเฉพาะหนุ่มๆเท่านั้นนะครับ

แต่สิ่งที่ได้รับ ก็นับว่าคุ้มค่า
จำได้ว่าครั้งหนึ่งในห้องเรียนวิชาการเมืองการปกครองไทย
พวกเราได้สรุปกันว่า นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ที่ทหารไทยจะเอารถถังมาวิ่งฝ่าไฟแดง
เป็นข้อสรุปที่อาจารย์ประจำวิชา อย่างเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ออกจะเห็นแย้งอยู่นิดๆ

ที่เห็นแย้งคือเหตุผลของพวกเราที่ดูจะไร้น้ำหนัก
เหมือนพวกเราสรุปง่ายๆว่า การประท้วงจะกลับมาเป็นระยะๆ ราวกับอีเว้นต์โอลิมปิกส์หรือฟุตบอลโลก

ผมอยากให้การเดาของพวกเราวันนั้น ‘ไม่เป็นจริง’
แต่… มันกลับเป็นจริง
และเตลิดไปกว่าที่คาดเดาไว้เยอะมาก

ผิดหวัง เสียใจ และเสียดายครับ!
เสียใจที่เราคนไทยต้องแพ้อีกครั้ง
เสียดายที่เราไม่ได้นำบทเรียนมาใช้ทำข้อสอบ
เมื่อปี 35 เราอาจลืมบทเรียนของ 19 ปีก่อนหน้านั้น
และปี 53 เราก็ใส่ใจบทเรียนของ 18 ปีที่แล้ว น้อยไปหน่อย

แต่แพ้ก็คือแพ้ครับ เราอาจเลือกไม่ได้ว่าจะแพ้แบบไหน แต่เราคนไทยเลือกได้ว่าจะหวนคืนสู่ชัยชนะอีกครั้งได้อย่างไร
ให้เมืองไทย เป็นสยามเมืองยิ้ม เช่นเดิม

ซึ่งผมเชื่อว่า เราทำได้
ถ้าไม่เชื่อก็ลองหยิบกระจกมาส่องดูสิครับ แล้วจะเห็นรอยยิ้ม
สู้ๆครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s