รับมือปี 52

ปลายปีแบบนี้ มีคิวเดินสายฟังสัมนาบ่อยหน่อยครับ
เป็นชีพจรลงเท้า ที่เล่นเอาหนักกระเพาะมากทีเดียว
นานๆไปที ก็ดีอยู่หรอก แต่หากต้องออกไปแจมทุกอาทิตย์คงไม่ไหว มีหวังกางเกงที่ใส่ ตัวเล็กลงถนัดตา เพราะภารกิจ ‘กิน-นั่ง-ฟัง-กรน’
อย่างหลังนี่ผมไม่เคยเป็นเองครับ แต่เคยเจอกับตัว

เนื้อหาหลักๆ คงหนีไปพ้น Trend ปีหน้า
งานวิจัยและหัวข้อสัมนาในช่วงนี้ จะมีทั้งทิศทางเศรษฐกิจ แนวโน้มการตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค
‘อะไรจะมา อะไรจะไป มีอะไรต้องระวัง’
เหล่านี้คนทำธุรกิจรู้ไว้บ้าง ก็จะดี

เมื่อวานนี้ก็เป็นงานสัมนาขาประจำ จัดทุกปีในช่วงอากาศเริ่มเย็นๆ
เป็นการรวมซูเปอร์สตาร์มาไว้ด้วยกัน
ทั้งดาวรุ่ง ดาวจรัสแสง และดาวค้างฟ้า
ดาวรุ่งมักได้ขึ้นเวทีช่วงเช้า เพราะความเป็นมือใหม่ หากไปพูดหลังมื้อเที่ยง อาจคุมสถานการณ์ไม่อยู่

วิทยากรบางคน ขึ้นเวทีนี้มาเกือบ 20 ปี
ใหม่ๆก็ได้พูดตอนช่วงเช้า แต่พอเริ่มเก๋า ก็จะถูกวางให้แสดงในองก์ 4
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุด เพราะต้องสู้กับความเหนื่อยล้าของคนฟัง หากไม่ดังจริง คนฟังอาจหายไปจากห้องสัมนา
นอกจากนี้ เนื้อหาที่เตรียมมา อาจซ้ำกับคนที่พูดก่อน
ฉะนั้น ต้องเก๋าสุดๆจึงจะตรึงคนฟังอยู่
และปีนี้ก็ทำได้ดี เมื่อเอา Conservative อย่าง ดร.ธาริษา ผู้ว่าการแบงก์ชาติคนปัจจุบัน มาเจอกับ Liberal อย่าง ดร.ณรงค์ชัย ผู้ว่าฯเอ็กซิมแบงก์

ผมชอบไปงานนี้ เพราะไม่เพียงเป็นหนึ่งในสมาชิกของสมาคมฯ แต่เพราะว่างานนี้เราจะได้เห็นการโต้เถียงทางความคิด (ซึ่งหาได้ยากมาก ในสังคมบ้านเราตอนนี้) ด้วยความเป็นศิษย์เก่า จึงมีบรรยากาศของการแซวกันไปมา ช่วยให้เนื้อหาที่เครียดดูผ่อนคลายลง

การจัดงาน สมกับเป็นนักเศรษฐศาสตร์จริงๆ เพราะใช้เวลาได้คุ้มค่าสุดๆ แม้กระทั่งมื้อเที่ยง ก็ไม่ปล่อยให้ว่างเปล่า
แต่ได้เชิญคุณชายฯ มากล่าวปาฐกถา ในรูปแบบ ‘กินไป ฟังไป’
เป็นการเอาความรู้เข้าทางหลอดอาหาร ประมาณว่า ข้าวแต่ละคำ มีอัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมัน ปะปนลงไปด้วย
เออ… คุณชายอุ๋ยนะครับ ไม่ใช่คุณชายถนัดศรี

หัวข้อเด่นของงาน คงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่อง ‘ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐ’
ซึ่งวิทยากรถามว่า แต่ละท่านคิดว่าปัญหาวิกฤตในครั้งนี้จะดีขึ้นเมื่อไร
ดร.ศุภวุฒิ จากบริษัทหลักทรัพย์ภัทร มองว่า ครึ่งหลังปี 2010 จึงจะเริ่มเห็นแสงจากปลายอุโมง
ส่วน ดร.ประสาร ผู้บริหารจากกสิกรไทย มองว่า ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้ง จากแต่ก่อนที่คิดว่า ปลายปีหน้าจะดีขึ้น
แต่ ดร.บัณฑิต รองผู้ว่าการแบงก์ชาติ ตอบแบบสั้นๆ ฟัดชัดๆ
“ไม่รู้ครับ”
ไม่รู้ เพราะรู้ว่า ปัญหาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก การก่อหนี้ พันกันอิรุงตุงนัง หาไม่เจอว่าใครเป็นเจ้าหนี้ใคร และมูลค่าทรัพย์สินจริงๆจะเหลือเท่าไร
แต่ที่แน่ๆ ความร่ำรวยของคนสหรัฐ หายไป 15 ล้านล้านดอลลาร์ คนยุโรป หายไปอีก 20 ล้านล้านดอลลาร์

ความมั่งคั่งที่หายไปเยอะขนาดนี้ จะมีผลอย่างไร ผมคงไม่ต้องอธิบายมั๊งครับ!!!
เพราะเมื่อปี 40 หลายคน คงยังไม่ลืมภาพวันนั้น
ใบหุ้นราคาหุ้นละหลายบาท กลายเป็นกระดาษประกาศนียบัตร เอาไว้แปะข้างฝา

ต่างกันแค่ เมื่อปี 40 ไทยเราเป็นไข้ แต่คนส่วนใหญ่ทั้งโลกยังสบายดี เราจึงพอมีวิธีรักษาอาการป่วย
แต่ครั้งนี้ ปี 52 โลกกำลังเป็นไข้กันงอมแงมด้วยพิษการเงินสหรัฐ ส่วนไทยเราเองก็ดั้นมาป่วยอีกด้วยโรคการเมืองเสียนี่
“เป็นไข้ยืนท้าลมหนาว”
นี่คือบทสรุปเศรษฐกิจปีหน้า ในมุมมองของ ดร.สมคิด ตอนเวลา 10 โมงของวันที่ 25 พฤศจิกายน
ซึ่ง ดร.สมคิด คงคาดไม่ถึงว่าตอนนี้อาการไข้หนักขึ้น จนต้องเข้าห้อง ไอ.ซี.ยู แล้ว!!!

[ad#blend-336×280]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s